Siamese Fighting Fish
เมื่อวันอังคารที่ 5 กุมภาพันธุ์ 2562
พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเสนอให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ได้พิจารณาความเหมาะสมของการประกาศ ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติด้วยมิติวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ที่กระทรวงวัฒนธรรมได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว มิติด้านประโยชน์ใช้สอย โดยปลากัดไทยได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยในหลายประการ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ นำไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ก็ยังสามารถนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์การประมงเพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้ และมิติด้านความเป็นเจ้าของและความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว "ปลากัดไทย" (ใช้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Betta splendens) ชื่อที่รู้จักกันในระดับสากลว่า "Siamese Fighting Fish" หรือ "Siamese Betta" จึงเป็นเครื่องสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ปลากัดไทยนั้น มีต้นกำเนิดมาจากไทย และสามารถใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นเจ้าของได้ จึงเห็นควรให้ใช้เหตุผลนี้ประกาศให้ "ปลากัดไทย" เป็นสัตว์น้ำประจำชาติเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของต่อไป
นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงเสนอ หลังจากมีการผลักดันเรื่องดังกล่าวมา 1 ปี สำหรับประเด็นสำคัญ ที่เสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ
1. ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เนื่องจากคนไทยรู้จัก คุ้นเคย และมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน จากกระทรวงวัฒนธรรม ที่ประกาศขึ้นทะเบียนให้ปลากัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เมื่อปี 2556
2. ด้านความเป็นเจ้าของ และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยปลากัดไทย ที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีชื่อว่า Betta splendens ชื่อสามัญ “Siamese Fighting Fish” หรือ “Siamese Betta” ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และได้รับการยอมรับในระดับสากลมากกว่า 100 ประเทศ
3. ด้านประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเลี้ยงปลากัดกับกรมประมง จํานวน 1,500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงรายย่อย ที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย
เนื่องจากปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นกีฬา หรือนิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน มอบเป็นของขวัญในวันพิเศษ รวมทั้งสามารถนําไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย และนําไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้ อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยส่งออกปลากัดไทยไปต่างประเทศกว่า 95 ประเทศ โดยช่วงระหว่างปี 2556-2560 ไทยมีการส่งออกปลากัดประมาณ 20.85 ล้านตัวต่อปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาทต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
“ปลากัดไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่นด้านพฤติกรรมการต่อสู้ ซึ่งนับเป็นสัตว์น้ำเพียงชนิดเดียวของไทยที่มีลักษณะดังกล่าว เหมาะกับการเป็นสัตว์น้ำประจำชาติไทย เนื่องจากคล้ายกับลักษณะของคนไทยที่รักและหวงแหนชาติ ปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สู้รบอย่างกล้าหาญ ซึ่งแม้จะมีลักษณะดุดัน แต่ในยามสงบกลับอ่อนโยนนุ่มนวล สอดคล้องกับนิสัยคนไทย เหมือนส่วนหนึ่งของเนื้อเพลงชาติไทยที่ว่า ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด”
ดร.อดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ปลากัด เป็นปลาน้ำจืดประจำถิ่นของประเทศไทยมาแต่โบราณ โดยทางประวัติศาสตร์นั้นมีทั้งหลักฐานและเอกสารที่พบว่า คนไทยเลี้ยงปลากัดมาเนิ่นนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่ามีการบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี รัชกาลที่ 1 มีการบันทึกเรื่องราวของปลากัดในกฎหมายตราสามดวง รัชกาลที่ 2 มีบันทึกไว้ในบทละครเรื่องอิเหนา รัชกาลที่ 3 ได้มอบปลากัดให้เป็นของขวัญเป็นตัวแทนระลึกจากไทย ซึ่งต่อมามีการจำแนกชื่อวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2453 ว่า Betta splendens ซึ่งตรงกับรัชกาลที่ 5 จากหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ว่า ตัวอย่างปลากัดที่นำมาจำแนกตามหลักอนุกรมวิธาน เป็นตัวอย่างที่เก็บมาจากลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำเจ้าพระยา กรุงเทพ ฯ จึงเป็นการแสดงถึงความเป็นเจ้าของ และถือว่าเป็นสัตว์ประจำถิ่นของประเทศไทยนั้นเอง
ด้วยความมหัศจรรย์ของปลากัดป่า ซึ่งเป็นต้นตระกูลของปลากัดสวยงามในทุกวันนี้ จากธรรมชาติที่ถูกนำมาเลี้ยงเป็นปลาพื้นบ้าน มีความแตกต่างกันทั้งทางด้านกายภาพและถิ่นที่อยู่อาศัย ความสวยงามด้านสีสันที่ต่างกันนี้ได้ถูกนำมาเจียระไน พัฒนาด้วยภูมิปัญญาของคนไทย ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมีปลากัดที่หลากหลายสีสันและรูปทรงออกมาให้เห็นตามจินตนาการทุกปี โดยปัจจุบันประเทศไทยมีการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 5 สายพันธุ์ และยังมีสายพันธุ์ย่อยที่นักวิจัยกำลังให้ความสนใจในการขึ้นทะเบียน เป็นปลากัดสายพันธุ์ใหม่ เช่น ปลากัดอีสานหางลาย เป็นต้น รวมทั้ง “ปลากัดจีน” ที่ชื่อดูเหมือนจะเป็นปลากัดสายพันธุ์จากประเทศจีน แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นปลากัดไทย มีพื้นเพมาจากปลากัดป่าดั้งเดิมของไทย นำมาผสมคัดสายพันธุ์ให้มีครีบยาวรุ่มร่ามและสีสันฉูดฉาดเหมือนตัวงิ้ว จึงเรียกว่า ปลาจีน
“ปลากัด” หรือเบ็ตต้า (ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Betta splendens) กล่าวกันว่าได้ชื่อมาจากนักรบเอเชียโบราณ “เบ็ตตาช” (Bettah) เพราะการต่อสู้อันดุเดือดของมัน การกัดปลาเป็นกีฬาที่มีชื่อเสียงของไทยนับตั้งแต่อดีต มีการจัดตั้งบ่อนกัดปลาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือเก็บภาษี นอกจากนี้ยังพบหลักฐานที่บันทึกถึงการนำปลากัดไทยไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2414 เพาะพันธุ์สำเร็จที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ.2436 มีการนำไปในเยอรมันเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2439 และเข้าสู่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2453 เหตุนี้ ปลากัดไทย จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ “ปลาสวยงาม” แต่ยังเป็น “ปลาเศรษฐกิจ” ให้กับประเทศไทยอีกด้วย




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น